ประวัติโรงเรียนไตรมิตรวิทยาลัย ๑๒๐ ปี "แห่งความภาคภูมิใจ"

​     การจัดการศึกษาในสมัยโบราณมีศูนย์กลางการศึกษาที่สำคัญอยู่สองแห่ง คือ วังและวัด ขุนนางหรือผู้มีตระกูลมักส่งบุตรหลานไปถวายตัว หรือเข้าไปศึกษาอบรมมตามวังหรือราชสำนัก ส่วนสามัญชนจะนำบุตรหลานที่เป็นชายไปฝากตัวกับพระตามวัดเป็นลูกศิษย์ หรือบวชเรียน พระจะเป็นผู้สอนให้หัดอ่านเขียนวิชาหนังสือ วิชาพระพุทธศาสนา เช่น ภาษาบาลีสันสกฤต ขอม ตลอดจนฝึกอบรมให้รู้จักขนบธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆ ด้วย

      ครั้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ พระองค์ได้ทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญของการศึกษา จึงได้ตั้งโรงเรียนขึ้น สำหรับสอนบุตรหลานของข้าราชบริพาร นอกจากนี้ พระองค์ยังมีพระราชดำริให้วัดเปิดสอนหนังสือให้กับเยาวชนด้วย
      เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ร.ศ. ๑๑๕ (พ.ศ. ๒๔๓๙) พระสมุห์กล่อม เจ้าอาวาสวัดสามจีนใต้ ต่อมาได้พระราชทานสัญญาบัตรมีสมณศักดิ์เป็นพระครูวิริยานุกิจจารี ได้เห็นว่าเด็กวัดและเด็กในบริเวณใกล้เคียง ยังไม่ได้เรียนหนังสืออีกมาก จึงรวบรวมเด็กเหล่านี้ได้จำนวน ๓๔ คน ให้มาเรียนหนังสือ โดยใช้หอฉันเป็นที่เรียน ให้พระพร้อมและพระสอนเป็นอาจารย์ และบอกรายงานมาลงทะเบียนในกรมศึกษาธิการ พระเจ้าลูกยาเธอพระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์ อธิบดีกรมศึกษาธิการ จึงมีรับสั่งให้กองตรวจตามรายงานนั้น และทรงอนุญาตให้พระสมุห์กล่อมเป็นผู้อุปการะให้พระพร้อมและพระสอนเป็นอาจารย์ และให้นับเป็นโรงเรียน สมัญเชลยศักดิ์ขึ้นในกรมศึกษาธิการ จึงถือได้ว่าเป็นการสถาปนาโรงเรียนวัดสามจีนตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา
      ต่อมาปี ร.ศ. ๑๑๘ (พ.ศ. ๒๔๔๓) นักเรียนโรงเรียนวัดสามจีนสอบได้ประโยคหนึ่ง ชั้น ๓ ได้คะแนนเป็นที่ ๑ ของกรุงเทพฯ ได้รับพระราชทานรางวัลของกรมสมเด็จพระศรีสุดารัตนราชประยูร ทำความปลื้มใจให้เจ้าอาวาสและพระอาจารย์ที่สอนยิ่งนัก นักเรียนท่านนั้น คือ ท่านศาสตราจารย์พระเวทย์พิสิฐ (ต้นตระกูลศิวะศริยานนท์)
      นอกจากนั้น ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โรงเรียนไตรมิตรวิทยาลัย ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าพระราชทานพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ นาฬิกาตั้งยอดพระเกี้ยว ประทับตราพระราชลัญจกร จ.ป.ร. และตู้พระราชทานของสมเด็จพระบรมราชเทวีซึ่งนับเป็นเกียรติประวัติและสวัสดิมงคลแก่สถาบันเป็นอย่างยิ่ง
      พ.ศ. ๒๔๔๔ นางจุ้ย บ้านถนนสุนทรพิมล ไดมีจิตศรัทธาสร้างโรงเรียนถวายวัดเป็นอาคารไม้ ๒ ชั้น มีที่เรียนโดยสมบูรณ์จึงตั้งชื่อว่า "โรงเรียนประถมวัดสามจีน" ครูเสือเป็นครูใหญ่คนแรก
      พ.ศ. ๒๔๕๑ นางสาวละออ หลิมเซ่งไถ่ ได้สร้างอาคารเรียนเป็นตึก ๒ ชั้น เรียกว่า ตึกท่านเอี่ยม เปิดสอนชั้นประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษา และกระทรวงธรรมการให้เปลี่ยนชื่อเป็น มัธยมวัดสามจีน เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๙
      พ.ศ. ๒๔๗๗ - ๒๔๘๔ นายสนิท เทวินทรภักดิ์ ดำรงตำแหน่งครูใหญ่ ได้นำเรื่อง การปรับปรุงโรงเรียนมัธยมวัดสามจีนเสนอกรมศึกษาธิการ กรมฯ เห็นชอบที่จะปรับปรุง จึงมอบให้ นาวาโทหลวงศุภชลาศัย อธิบดีกรมพลศึกษา เป็นประธานวางแผนปรับปรุงวัดและโรงเรียน โดยสร้างอาคารเรียน ๓ ชั้น ๒ หลัง เรียงอยู่ในแนวเดียวกัน และขยายชั้นเรียนจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ ๖ พร้อมทั้งยุบชั้นประถมลง มีสนามบาสเกตบอลแบบมาตรฐาน ซึ่งกรมพลศึกษาได้ใช้เป็นที่แข่งขันสำหรับโรงเรียนอื่น ๆ ด้วย นอกจากนี้ยังสร้างตึกวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัยที่สุดในสมัยนั้น
      วันที่ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๘๒ กระทรวงธรรมการได้ประกาศเปลี่ยนชื่อโรงเรียนมัธยมวัดสามจีนเป็น โรงเรียนไตรมิตรวิทยาลัย ตามชื่อวัดที่เปลี่ยนเป็นวัดไตรมิตรวิทยาราม
      ทั้งนี้ เพื่อที่จะเฉลิมเกียรติคุณของท่านผู้แรกสร้างให้ยั่งยืน วัฒนายิ่งขึ้น และเป็นการเชิดชู อุตสาหะวิริยะของท่านผู้สร้าง คณะกรรมการปรับปรุงวัด
      ปัจจุบัน ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก คณะกรรมการเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร เป็นองค์ประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนไตรมิตรวิทยาลัย

ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก http://www.wattraimitr-withayaram.com/new_t/history_wat_page.php

    พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร
  • พระพุทธรูปปางมารวิชัย
  • เป็นศิลปะพุทธปฏิมากรรมสมัยสุโขทัย
  • สร้างด้วยทองคำเนื้อเจ็ด
  • ถือได้ว่าเป็นพระพุทธรูปทองคำแท้
  • เป็นพระพุทธรูปทองคำองค์แรกของเมืองไทย
  • มีหน้าตักกว้าง ๖ ศอก ๕ นิ้ว สูงถึง ๗ ศอก ๑ คืบ ๙ นิ้ว
  • สร้างขึ้นในสมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีมีอายุจนถึงปัจจุบัน ๗๐๐ กว่าปี
  • สร้างด้วยโลหะทองคำแท้ มีมูลค่าตามที่ถูกบันทึกไว้ในกินเนสบุ๊คถึง ๒๘.๕ ล้านปอนด์